road map การเลือกตั้งในประเทศไทยเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๐สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๕๖๐ เมื่อพระราชพิธีสิ้นสุดลงนั่นหมายถึงนับจากนี้ไปประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งฯอย่างเป็นทางการ ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือโรดแมพที่รับธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ว่าหลังจากนี้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามนั้น ที่นี่เราจะมาดูโรดแมพการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเอาไว้ว่าหลังจากนี้ผู้ใดหน่วยงานใดจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นไปตามกฎหมายรับธรรมนูญ หลังจากนี้เมื่อรับธรรมนูญได้มีผลบังคับใช้แล้วก็จะมีการดำเนินการดังนี้ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นประธานจะต้องดำเนินการออกกฎหมายตราร่าง พ.ร.บ ประกอบรับธรรมนูญจำนวน ๑๐ ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การออก พ.ร.บ.ทั้ง 10 ฉบับนี้มีกรอบระยะเวลาสูงสุดที่จะต้องดำเนินการออก พ.ร.บ.ทั้ง10ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน ๘ เดือน หรือ ๒๔๐ วัน โดยนับจากวันที่ประกาศใช้รับธรรมนูญหากใช้เวลาดำเนินการเต็มตามกำหนดดังกล่าวในการผ่าน พ.ร.บ.ที่กล่าวมาทั้งหมดก็จะไปเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ หลังจากนั้นจะต้องส่งต่อไปยัง สนช.หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน ๖๐ วันหรือ ๒ เดือน หากมีความเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งกันก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่วมกันโดยจะใช้เวลาอีกไม่เกิน ๓๐ วันเท่ากับว่าในขั้นตอนนี้จะเสร็จสิ้นในราวเดือน ม.ค-ก.พ.๖๑ และเมื่อพิจาณาออก พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จแล้วก็จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าทฯถวายพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายในระยะเวลา 3 เดือนเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อจากนี้ …

เพราะเหตุใดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สหรัฐที่ผ่านมาจึงไม่เป็นที่ยอมรับกัน

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเป็นเสรีประชาธิปไตยที่สุดในโลก มีตำประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ปีและดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระหรือ ๘ ปี ปัจจุบันมี นายดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์ ( Donald John Trump) ปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีคนที่ ๔๕ ของสหรัฐอเมริกา ในช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายหาเสียงที่เรียกว่า America Frist. หรือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน มีการนำเสนอนโยบายที่สุดขั้วที่แตกต่างไปจากนางฮิลลารี่คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตที่มีประสบการณ์ทางมากมายเมืองเหนือชั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด  นโยบาย America Frist ที่สุดขั้ว ของทรัมป์เป็นที่กล่าวขานและหวาดวิตกเป็นอย่างมากหากนายทรัมป์ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแล้วนำนโยบายที่เขาหาเสียงไปปฏิบัติเป็นรูปธรรมเกรงว่าจะเกิดความโกลาหนวุ่นวายในประเทศตนเองและประชาคมโลกด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครคาดคิดว่านายทรัมป์จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา แต่แล้วนายทรัมป์ก็ทำให้คนทั้งโลกต้องตะลึงเมื่อสามารถเอาชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ ๔๕ ได้สำเร็จ ยังไม่ทันที่จะประกาศผลอย่างเป็นทางการออกมาเมื่อนางฮิลลารี่ ได้ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งนั่นเป็นสัญญานที่บอกให้รู้ว่านายทรัมป์เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่เมืองโอ๊กแลนด์ ผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งก่อเหตุทุบทำลายหน้าต่างสถานีข่าวของ ‘โอ๊กแลนด์ ทริบิวน์’, จุดไฟเผาถึงขยะและยางรถยนต์ ผู้ประท้วงยังเผาหุ่นจำลองของของนายทรัมป์อีกด้วย ในเวลา ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย  ประชาชนหลายร้อยคนออกมาเดินขบวนพร้อมกับตะโกนว่าทรัมป์ ไม่ใช่ประธานาธิบดีการประท้วงได้ลุกลามขยายตัวไปยังรัฐอื่นๆทั่วสหรัฐสถานการณ์บานปลายจนกลายเป็นจราจลมีการเผาสถานที่ราชกาบุกปล้นร้านค้ารุนแรงขึ้นตามลำดับเกือบจะเป็นสงครามกลางเมืองจนต้องมีมีการพิจารณาใช้กฎอัยการศึกเพื่อยุติการประท้วงเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้สร้างความแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่ายขึ้นในสังคมอเมริกันอย่างกว้างขวางที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สำนักข่าวหลายสำนักข่าววิเคราะห์แทบจะตรงกันว่า สาเหตุของการไม่ยอมรับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของนายทรัมป์ครั้งนี้เพราะทรัมป์มีนโยบายสร้างที่ความหวาดกลัว หวาดกลัวขึ้นในสังคม เหยียดเชื้อชาติ สีผิว ต่อต้านผู้นับถืออิสลาม อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญคือสำคัญคือ นโยบายกวาดล้างและเนรเทศต่างด้าวที่ลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งว่ากันว่าจะมีต่างชาติได้รับผลกระทบจำนวนมากถึง 11 ล้านคน ชาวเม็กซิกันเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้มากที่สุด  อย่าลืมสหรัฐมีพรมแดนติดกับเม็กซิโกและในประเทศสหรัฐเองก็มีคนเชื้อสายเม็กซิกันอาศัยอยู่ทั้งถูกและผิดกฎหมายหลายล้านคน ทั้งหมดนี่จึงเป็นคำตอบส่วนหนึ่งว่าทำไมผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้จึงไม่เป็นที่ยอมรับ