คุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีและห้ามมีอะไรบ้าง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ ในหมวด ๔หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา ๕๐ บุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๗) ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสําคัญ       นั่นหมายถึงปวงชนชาวไทยมีหน้าที่ที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ อย่างไรก็ตามปวงชนชาวไทยที่มีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามไม่มีสิทธิเลือกตั้ง เราก็ต้องมาดูที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป ดังนั้นเมื่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๕๖๐ ยังไม่ประกาศบังคับใช้จึงยังทำให้ไม่อาจทราบได้ว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรับธรรมนูญที่จะกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำหนดไว้อย่างไร บทความนี้จึงนำเอาข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลักษณะต้องห้าม ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดไว้ซึ่งยังมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมี พ.ร.บ.การเลือกตั้งฉบับใหม่ออกมาประกาศบังคับใช้ ประเทศไทยมีการเลือกตั้งหลายระดับตั้งแต่  การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร,การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด,การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล,การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยามาจนถึงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่เป็นพื้นที่เล็กที่สุดคือการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล การเลือกตั้งเหล่านี้ รวมไปถึงการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ดังนี้ มีสัญชาติไทย หรือแปลงสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า  5  ปี มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในปีที่มีการเลือกตั้ง(กำลังมีการแก้ไขเปลี่ยนเป็น มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง กรณีที่ย้ายทะเบียนบ้านจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปยังอีกเขตเลือกตั้งภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันแต่ย้ายไปเขตใหม่ยังไม่ถึง 1  ปี บุคคลนั้นสามารถกลับไปใช้สิทธิที่เขตเลือกตั้งเดิมได้ ส่วนข้อห้ามหรือคุณลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกฎหมายได้กำหนดดังนี้ วิกลจริต หรือมีจิตฟั่นเฟือน เป็นพระภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช  บวชชี ต้องคุมขังอยู่โดยหมายศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลักาณะต้องห้ามที่เราควรรู้

การเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตยคือ การเลือกตั้งเพราะเป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิในอันที่จะมอบความไว้วางใจให้ผู้ที่ตนเองเลือกเข้าไปใช้อำนาจแทนตนในการทำหน้าที่ที่จะสะท้อนปัญหาถึงกับรัฐบาลให้บริหารจัดการประเทศตรงกับความต้องการของประชาชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 21(1) ให้ความสำคัญถึงสิทธิและการเลือกตั้งไว้ว่า ” เจตจำนงของประชาชนย่อมเป็นมูลฐานแห่งอำนาจรัฐบาลของผู้ปกครอง เจตจำนงดังกล่าวต้องแสดงออกโดยการเลือกตั้งอันสุจริต ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งคราวตามกำหนดเวลา ด้วยการลงคะแนนเสียงอย่างทั่วถึง โดยถือหลักคนละหนึ่งเสียงเท่านั้น โดยกระทำเป็นการลับด้วยวิธีต่างๆ เพื่อที่จะประกันให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นไปโดยเสรี ” ความสำคัญของการเลือกตั้ง ๑.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีการที่ทำให้ประชาชนได้ไปมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองตามหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนใช้ตัวแทนของตนที่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นไปทำหน้าที่แทนตนในรัฐสภาและในคณะรัฐบาล ๒.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีการที่ใช้เปลี่ยนอำนาจการปกครองที่ทันสมัยและเป็นไปอย่างสันติ ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ในสมัยโบราณที่ใช้กำลังใช้อาวุธเข้าต่อสู้กัน เพื่อแก่งแย่งอำนาจทางการปกครอง ซึ่งอาจจะเห็นได้จากการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ๓.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อรัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศหรือแก้ไขปัญหาต่างๆไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้ก็จะคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินใจว่าสมควรจะเลือกใครเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป 4.การเลือกตั้ง(ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม)เป็นวิธีที่จะทำให้เกิดการผูกขาดอำนาจ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นหรือกลุ่มอื่นที่ได้รับเลือกตั้งได้เข้ามาใช้อำนาจในการบริหารประเทศ ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเปลี่ยนตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปลี่ยนเมื่อไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล การปกครองในระบอบประชาธิปไตยการเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่ไม่อาจจะขาดได้เพราะการเลือกตั้งหมายถึงการที่ประชาชนได้ใช้สิทธิของตนเองลงคะแนนเลือกตัวแทนตนให้ไปทำหน้าที่แทนตนในการปกครองประเทศหรือปกครองท้องถิ่น การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นการเลือกตั้งโดยสะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มรการให้อามิสสินจ้างหรือบังคับขู่เข็ญผู้มีสิทธิเลือกตั้งและยังต้อง เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอิสระในการใช้สิทธิของตนเอง จากที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่สามารถเป็นเครื่องมือในการเลือกตัวแทนของตนเข้าไปจัดการบริหารอำนาจการปกครองอันจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสังคมโดยรวมต่อไป

road map การเลือกตั้งในประเทศไทยเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๐สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.๒๕๖๐ เมื่อพระราชพิธีสิ้นสุดลงนั่นหมายถึงนับจากนี้ไปประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งฯอย่างเป็นทางการ ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือโรดแมพที่รับธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ว่าหลังจากนี้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามนั้น ที่นี่เราจะมาดูโรดแมพการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเอาไว้ว่าหลังจากนี้ผู้ใดหน่วยงานใดจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นไปตามกฎหมายรับธรรมนูญ หลังจากนี้เมื่อรับธรรมนูญได้มีผลบังคับใช้แล้วก็จะมีการดำเนินการดังนี้ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นประธานจะต้องดำเนินการออกกฎหมายตราร่าง พ.ร.บ ประกอบรับธรรมนูญจำนวน ๑๐ ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การออก พ.ร.บ.ทั้ง 10 ฉบับนี้มีกรอบระยะเวลาสูงสุดที่จะต้องดำเนินการออก พ.ร.บ.ทั้ง10ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน ๘ เดือน หรือ ๒๔๐ วัน โดยนับจากวันที่ประกาศใช้รับธรรมนูญหากใช้เวลาดำเนินการเต็มตามกำหนดดังกล่าวในการผ่าน พ.ร.บ.ที่กล่าวมาทั้งหมดก็จะไปเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ หลังจากนั้นจะต้องส่งต่อไปยัง สนช.หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน ๖๐ วันหรือ ๒ เดือน หากมีความเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งกันก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่วมกันโดยจะใช้เวลาอีกไม่เกิน ๓๐ วันเท่ากับว่าในขั้นตอนนี้จะเสร็จสิ้นในราวเดือน ม.ค-ก.พ.๖๑ และเมื่อพิจาณาออก พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จแล้วก็จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าทฯถวายพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายในระยะเวลา 3 เดือนเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อจากนี้ …