นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งที่จะถึง

2019

ประชาธิปัตย์ คือ พรรคการเมืองที่มีประวัติเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้น วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2489 ในตลอดระยะเวลาผ่านมา มีหัวหน้าพรรคมาแล้ว 7 ท่าน และในจำนวนนี้มีถึง 4 ท่าน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาแล้ว ได้แก่

  • นายควง อภัยวงศ์
  • ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
  • นายชวน หลีกภัย
  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แต่ถ้าคุณลองย้อนดูสถิติของพรรคการเมืองนี้ คุณจะพบว่าเส้นทาง พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พรรคประชาธิปัตย์ สามารถเอาชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ได้คือ  การเลือกตั้ง เดือนกันยายน พ.ศ.2535 โดยพรรคประชาธิปัตย์ที่มี นายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค ในขณะนั้น สามารถคว้าเก้าอี้ได้ถึง 79 ที่นั่ง สามารถเอาชนะพรรคชาติไทยซึ่งได้ 76 ที่นั่ง ไปเพียง 3 คนเท่านั้น หลังจากนั้นอีก 20 ปีต่อมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่อาจเอาชนะการเลือกตั้งทั่วไปได้อีกเลยในช่วงเวลาอันยาวนาน พวกเขากลับประสบความสำเร็จระบบรัฐสภา โดยมีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ต่อมาในปี พ.ศ.2540 มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2551

นโยบายเด่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้ง พ..2562

สำหรับการเลือกตั้งพ.ศ.2562 พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจวางแผนมาเป็นอย่างดี ด้วยการสื่อสารนโยบายเพื่อให้เข้าถึงประชาชนคนชั้นรากหญ้ามากขึ้น และนโยบายเกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน คือ การรับเบี้ย ‘เด็กที่มีความเข้มแข็ง’ จำนวนเงิน 5,000 บาทในเดือนแรก และเดือนละ 1,000 บาท ไปเรื่อยๆ จนเด็กอายุครบ 8 ปีเต็ม รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน 1 แสนบาท

จำนวนผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 150 คนจำนวนผู้สมัคร ส.ส. เขต 350 คน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังออกมาย้ำอีกว่า จากนโยบายซึ่งได้กล่าวมาในข้างต้นแล้ว ยังมีนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งนำมาปรับใช้กับการยกระดับประเทศไทยอีกด้วย ด้วยการก้าวไกลให้ทันโลก ในเรื่องหลักจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ , สังคมผู้สูงอายุ และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ สำหรับหลักการใหญ่ที่ทางพรรคได้นำมาประกาศใช้ ก็คือ การเปลี่ยนตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจจากเดิมที่ใช้ GDP ซึ่งเป็นตัวชีวัดเน้นการเจริญเติบโตแบบอัดฉีด กลายมาเป็นแบบ SDI หรือ การเน้นเพื่อพัฒนาเพื่อการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทย จนกระทั่งสามารถยกระดับได้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการน้ำถึงทุกไร่นา ด้วยการจัดตั้ง ‘กองทุนน้ำชุมชน’ โดยมีจุดประสงค์ให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพื่อทำการเกษตรตลอดปี , นโยบายประกันรายได้แรงงาน ด้วยการตั้งเป้าหมายค่าแรงต้องไม่ต่ำกว่า 120,000 บาท/ปี , ออกระเบียบเบี้ยผู้ยากไร้ 800 บาท/เดือน , เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท/เดือน เพื่อช่วยเหลือในเรื่องค่าครองชีพและจุนเจือชีวิตความเป็นอยู่ในวัยเกษียณ